[Fic KHR]_Mummy[280]_Ch2
posted on 19 Oct 2009 13:03 by aiwendil in Fiction
Title : Mummy
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Author : AiwenDil
Pair : Rikado x Yamamoto (280)
-2-
หากจะกล่าวว่า โรซาเลีย ลอมบาร์โด คือมัมมี่สาวน้อยที่งดงามที่สุดในโลก ริคาโด้ ก็คือมัมมี่มาเฟียเพียงคนเดียวที่มีความสง่างามที่สุดเช่นเดียวกัน ใบหน้าคมเข้มเป็นรูปสามเหลี่ยมพอเหมาะ นัยน์ตาเรียวรีสะท้อนเพียงความมืดหม่น จมูกโด่งเป็นสันจัดให้เข้ารูปกับกลีบปากเฉียบคม ทุกสิ่งที่กอปรกันเล่านี้ล้วนแต่ทำให้ริคาโด้งดงามมาตั้งแต่ยังมีชีวิต และคงเพราะเหตุนี้เมื่อมีการพัฒนาหลักการทำมัมมี่คาปูซีน ผู้พิทักษ์หรือบุคคลที่เคารพรักริคาโด้จึงอยากคงสภาพอันดูดีนี้ไว้ตลอดกาล....
เสียงกรอบแกรบของกระดูกที่ดังลั่นสนั่นแก้วหูยังไม่สามารถทำให้ยามาโมโตะขลาดกลัวระคนตะลึงลานได้มากเท่าดวงเนตรสีพระเพลิงที่จ้องเขม็งมาทางเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว การเคลื่อนกายแต่ละทีค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปอย่างเชื่องช้า มัมมี่ริคาโด้เท้าแขนของตนกับพื้นก่อนจะยันตัวนั่งเทียบความสูงกับชายหนุ่มที่ยังมีลมหายใจ
ความหนาวเย็นเข้าปกคลุมทั่วอาณาบริเวณภายในห้องหินในช่วงเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ลมหนาวแห่งความเย็นจากโลงหินยักษ์ยิ่งทวีความน่ากลัวพัดผ่านกรีดผิวหนังให้เจ็บจนชาราวกับถูกมีดอันคมกริบ....
ยามาโมโตะกระโดดผลุงถอยร่างให้ห่างจากสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมให้มากที่สุดเท่าที่ขาอันแข็งค้างของตนจะเอื้ออำนวย “อะไรกัน!!” อยากจะมึนงงให้มากกว่านี้แต่ก็ไม่รู้จะสามารถเบิกตาได้กว้างมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้ยังไง
“.....หึ.....” น้ำเสียงแหบแห้งราวกับขาดน้ำมาชั่วชีวิตดังมาจากมัมมี่ริคาโด้ที่ยันตัวยืนได้ในที่สุด แม้จะมีอาการโซซัดโซเซเล็กน้อยแต่ก็สามารถพยุงตัวกับเสาหินใหญ่กันไม่ให้ล้ม
แค่ได้ยินสุรเสียงแผ่วเบาทว่ายามาโมโตะเหมือนได้ยินน้ำคำก้องกังวานอยู่กลางสมองและโสตหู “คุณ....คุณ!” ไม่สามารถเอ่ยได้จบความก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อร่างของมัมมี่มาเฟียทำท่าราวกับมองสำรวจและค้นหาบางสิ่งบางอย่าง
“........ที่นี่คือ” พูดแต่ละทีก็มีก้อนกรวดสีแดงไหลทะลักจากปากก่อนจะตกกระทบพื้น ริคาโด้ขมวดก้อนเนื้อตรงหว่างคิ้วที่แข็งขืนเข้าหากันด้วยความพยายามอย่างล้นหลาม “เสียงข้า.....?” แหบเกินกว่าจะเอ่ยได้ว่าเป็นเสียงมนุษย์
เกิดมาเป็นชายชาตรี 24 ปี ไม่เคยเจอผีมาก่อน ยามาโมโตะกดคิ้วต่ำพร้อมกับสายตาสำรวจร่างเนื้อเคลือบสารที่ทำให้แข็งนั่นอย่างจริงจัง “สึนะไม่เห็นบอกว่ารุ่นที่ 2 ฟื้นคืนชีพได้ด้วย” พึมพำเสียงเบากับตัวเอง หรือจะมีกลไกพิเศษ....
แต่เหมือนจะเบาไม่พอ เสียงนั้นจึงไปกระทบกับโสตประสาทการรับเสียงของริคาโด้ “สึนะ..... ผู้สืบทอดเจตนารมณ์แห่งวองโกเล่ รุ่นที่ 10 งั้นหรือ”
“รู้จัก?” สึนะไปทำความรู้จักกับรุ่นแรกๆ มาก่อนงั้นหรือ
มัมมี่มาเฟียไม่ตอบ ใบหน้าคร่ำเคร่งพยายามคายเอาก้อนทับทิมสีแดงสดออกมาจากลำคอ ยิ่งออกมามากเท่าใด ใบหน้าคมคายยิ่งดูมีชีวิตชีวามากขึ้นเท่านั้น หรือนี่เป็นผลจากภาพยนตร์เดอะมัมมี่?
ยืนจ้องอยู่ห่างๆ ทั้งตื่นตาตื่นใจ ลุ้นระทึก หากแต่ความขลาดก็ยังคงมีผลไม่ให้เดินเข้าใกล้ไปลูบหลังแกร่งเหมือนยามลูบหลังสึนะให้อาเจียนออกมาให้หมด
อือ.....?
สึนะงั้นหรือ....?
“อา จริงด้วย ต้องแจ้งสึนะ!” วองโกเล่แฟมิลี่จะได้มีเงินเข้ากระเป๋าแบบไม่ผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นอีกอย่างแล้ว!!
ตั้งใจสาวเท้าไปทางบานพระทวารด้วยความเร็วดุจดั่งฝนไล่ช้างแต่ทันใดนั้น ร่างสูงใหญ่อย่างคนยุโรปพลันถลาเข้าขวางให้ผู้พิทักษ์แห่งพิรุณต้องยุติฝีเท้าด้วยความตกใจ
ร่างโปร่งรีบถอยหลังพร้อมกับตั้งท่าพร้อมสู้ทั้งที่ไม่มีอาวุธคู่ใจ “ตกใจหมด!!”
“ปลุกข้าขึ้นมาต้องการอะไรกันเจ้าไพร่อวดดี!” มัมมี่มาเฟียตวาดเสียงแหบโหยหวน “ทายาทผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของข้าอยู่แห่งใด หากไม่ตอบให้ดีระวังศีรษะเจ้าจะโดนข้าเป่า....!!” ตะปบตรงตะโพกของตนด้วยความเคยชินก่อนจะต้องก้มลงมองด้วยความตระหนกระคนฉงนสงสัย
“ปืนข้าอยู่ไหน!!” ปืนคู่กายที่ไม่เคยวางให้ห่างจากตัวแม้จะเข้าห้องน้ำ
“สมัยก่อนเขาเอาปืนใส่โลงด้วยหรอเนี่ย” ไม่ได้ประชดนะแค่สงสัยระคนประหลาดใจ วิวัฒนาการล้ำหน้าจริง ๆ เอาปืนให้มัมมี่ไปโลกหน้าเสียด้วย
“เจ้าหัวขโมยสวะ!” คำด่าคล้ายใครสักคนนะว่าไหม ริคาโด้ขยับแขนที่กระดูกส่งเสียงดังลั่นชี้หน้าชายหนุ่มผมสีอีกาด้วยความโมโหโกรธา “ปลุกข้าให้ตื่นยังไม่พอ ขโมยอาวุธของข้าไปด้วยแบบนี้ดูท่าถ้าข้าไม่เผาเจ้าให้กลายเป็นตะกอน เห็นทีข้าคงเสียชื่อว่าเป็น วองโกเล่ รุ่นที่ 2!”
ใบหน้าคมครามเขม่นตึงก่อนจะคลายออกในชั่วพริบตา “อะไรว่ะ!” น้ำคำหยาบโลนช่างเหมือนแซนซัสเสียนี้กระไร
ยามาโมโตะมองตามสายตาคมกล้าก่อนจะร้องอุทานอย่างเข้าใจ “อ๋อ แหวน! โอ๊ะ ผมไม่ได้เอาไปนะ แหวนของคุณตกทอดไปให้สึนะแล้ว” รีบออกตัวก่อนจะโดนสายตารุ่มร้อนจิกด่าให้มอดไหม้
“เจ้า....!!”
ยิ่งฟังยิ่งแสลงหู ยามาโมโตะยิ้มแพละ “ใจเย็นก่อนเถอะครับ เสียงคุณมันยัง....เอ่อ.....” ชี้คอตัวเองประกอบด้วย
ริคาโด้ได้สดับจึงจับลำคอแข็งกร้านของตนก่อนจะสบมองร่างโปร่งที่ดูจะคลายความกลัวไปมาก “เจ้าเป็นใคร”
เลิกคิ้วแปลกใจ ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะถามถึงนามและตัวตนของเขา “ผมเป็นผู้พิทักษ์แห่งพิรุณของวองโกเล่รุ่นที่ 10 ชื่อยามาโมโตะ ทาเคชิ ครับ” เอ่ยตอบอย่างมีการะเทศะและนอบน้อม
“ถ้าเช่นนั้นเจ้ารุ่นที่ 10 ตัวจ้อยนั่นคงคิดอยากลองของสินะ ถึงได้ลงทุนปลุกข้าขึ้นมาโดยไม่เกรงกลัวคำสาปสักนิด” อักขระรอบโลงหินคืออักษรที่สลักเสลาพร้อมคำสาปกลืนกินผู้กระทำผิด “และเจ้าคือ ลูกหลานของเจ้านั่นสินะ คิดจะแก้แค้นที่ข้าแย่งนามมันละสิ”
“หือ?” ยามาโมโตะร้องด้วยความไม่เข้าใจ “ลูกหลานใครครับ?”
“แกแน่ใจแล้วหรอว่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
ส่วนคนถูกถามกลับตอบคำด้วยสายตารำคาญเต็มทน “อะไรของแกอีกล่ะ หัดอยู่เงียบๆ สักสิบนาที มันจะตายหรือไง” พูดพร้อมกับอ่านตัวอักษรในหนังสือไม่วางตา
“ก็ที่ว่ามีลูกหลานของเจ้านั่นอยู่ในวองโกเล่แฟมิลี่น่ะ แน่ใจนะ?” สะกดกลั้นต่อมอยากรู้ให้ลดลิมิตลงแค่พอเหมาะก่อนเอ่ยถามด้วยประโยคที่ตนเองก็ยังไม่ค่อยมั่นใจ “เจ้านั่นมันเป็นพระใช่ไหม แถมยังอยู่สุสานเดียวกันอีกต่างหาก แล้วมันจะมีทายาทได้ยังไง”
“เฮอะ แกมันโง่จริงๆ เจ้าทึ่ม ถึงเป็นพระแต่ใช่ว่าก่อนบวชจะไม่มีเมียหรือครอบครัวสักหน่อย” ชายหนุ่มที่กางหนังสืออ่านตอบเสียงดังฉะฉาน
“เออ แล้วชื่อล่ะ แค่ชื่อซ้ำกันไม่น่าจะต้องฆ่าให้ตายนี่หว่า”
อัญมณีสีเข้มเหลือบมองก่อนจะส่ายหน้าเหมือนเอือมระอากับมันสมองที่น้อยเกินควรของเพื่อนหนุ่ม “พระที่ไหนอยากจะมีชื่อเดียวกันกับมาเฟีย ให้ต้องรับมือกับเสียงวิจารณ์รอบด้านทุกวี่ทุกวันกันละหา ลูกหลานก็ต้องพลอยเครียด เดือดร้อนกับการดูถูกอีก แค่นี้ทำไมไม่เข้าใจว่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น หลวงพ่อริคาโด้คงแค้นน่าดูสิท่า” กล่าวอย่างไม่ใส่ใจกับคำดูถูก
“ขนาดเจ้าตัวยังไม่ได้ถือโทษเคืองแค้นข้าสักนิด หากลูกหลานจอมยโสกลับยอมไม่ได้อยากให้ข้าเปลี่ยนนาม เจ้าเองก็คงเช่นเดียวกันสินะ” กดลำคอตัวเองให้เปล่งคำพูดให้ชัดกว่าเดิม หากแต่ยิ่งกดมันยิ่งต่ำลงๆ จนน่ากลัว
นี่คงใช้สิ่งนี้ปิดปากปิดตาข้าจนกว่าจะถึงเวลาอันควรละมั้งและหากต้องการให้มีเสียงนุ่มทุ้มเฉกเช่นอดีตคงมีแต่วิธีนั้นสินะ เจ้าหมอผี.....
“หลวงพ่อริคาโด้?” ใครกันละนั่น........
เห็นร่างสูงที่เตี้ยกว่าตนเล็กน้อยตีหน้าไม่เข้าใจก็ปล่อยเลยตามเลย มัมมี่มาเฟียที่มีผิวเต่งตึงดูมีน้ำมีนวลยิ่งกว่าตอนอยู่ในโลงสาวเท้าเข้าหายามาโมโตะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์อย่างเงียบเชียบ
ใบหน้าคมโน้มต่ำลงมองขนตาที่เรียงเป็นแพแต่งแต้มให้ดวงตาสีนิลมีประกายแวววาว เจ้าของเกศาสีนิลดูเหมือนจะรู้สึกตัวจากเงาที่ตกทอดลงมาจึงเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้ “เอ๋....?!!”
ราวชั่วกัปชั่วกันที่ริมฝีปากเย็นเฉียบและแข็งค้างแตะประทับลงบนกลีบปากนุ่มนิ่มสีชมพูซีดจาง นัยน์ตาดำวาวโรจน์ด้วยความตกใจ เคลื่อนกายหมายถอยหนีแต่กลับมีมือหนากดไว้ดั่งก้อนหินทับถม จุมพิตที่มีเพียงความหนักหน่วงประทับตรึงแน่นอย่างต้องการดูดกลืนอีกฝ่ายให้หมดสิ้น ปลายลิ้มที่เย็นราวกับน้ำแข็งแตะผะแผ่วเหมือนต้องการให้ยามาโมโตะเปิดให้เขาเข้าไปในกายลึกซึ้ง แต่ขณะเดียวกันก็กระชากเส้นผมตัดสั้นจนหน้าหงายอย่างไม่ปราณี
“!!”
ยามาโมโตะยกมือขึ้นดันลำตัวที่มีความสูงใกล้เคียงกัน หากแต่แรงชายวัยฉกรรจ์เช่นเขายังต้องแพ้พละกำลังที่หนักดังหินผาเลย เปลือกตาบางปิดแน่นยามเมื่อตกใจจนเผลอเผยอปากกว้างเป็นผลให้ริคาโด้สอดแทรกเรียวลิ้มแข็งและเย็นเข้ามา....ความรู้สึกเหมือนแท่งน้ำแข็งทิ่มแทงในโพลงปากไม่ได้ทำให้การจูบไม่กี่ครั้งในชีวิตของชายหนุ่มผมสีอีการู้สึกดีแม้แต่น้อย
“อือ อือ!” ร้องครวญเมื่อต้องการอากาศที่จะช่วยต่อช่วงลมหายใจ แต่กลับไม่ได้ตามที่ขอ มิหนำซ้ำเรี่ยวแรงมหาศาลกลับยิ่งมากขึ้นจนเขาเต็มแผ่นหลังไปหมดแล้ว
ร่างสูงกำยำไล่เรียวลิ้นไปทั่วโพลงปากอุ่น ดูดกลืนความหอมหวานมาไว้กับตัวแล้วคายเศษทับทิมที่ทับถมอยู่ในท้องและลำคอให้กับอีกฝ่ายเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรมเอาซะเลย
“อึก แค่ก...!” ไอในลำคอเมื่อมีเศษหินตกใส่คออีกครั้ง น้ำตาแทบเล็ดออกมาเป็นสาย....ขณะที่สมองอันมึนงงก็ครุ่นคิดถึงเรื่องประหลาดในรอบหลายปี
จูบกับผี!!!
คำนี้ช่างซึ้งกินใจนัก
.
.
.
.
.
.
.
.
อย่าเพิ่งซึ้งเซ่!!!
“หยุดนะ มาลวนลามกันแบบนี้ ผมจะฟันคุณจริงๆ ด้วย” ผลักร่างสูงกว่าออกห่าง พยายามแทงนิ้วเข้าคอตัวเองให้สำรอกเอาเศษหินเล็กหินน้อยที่ติดตามซอกลำคอออก แต่จนสุดก็ได้เพียงแค่จามแห้งเท่านั้น
ริคาโด้มองอีกฝ่ายโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะก้มมองผิวเนื้อเต่งตึงดูมีน้ำมีนวลขึ้นมามากทีเดียว
การดูดกลืนของเหลวในร่างกายผู้อื่นดูจะได้ผลดีทีเดียว แต่เพราะอย่างนั้นเลยต้องแลกกับเศษทับทิมในท้องให้มันย้ายไปที่อื่น
“คุณคายอะไรใส่ปากผม” เครื่องในแห้งๆ ด้วยรึเปล่าเนี่ย
“ก็แค่เศษทับทิมที่ใช้ปิดปากข้า รู้หรือไม่ว่า เครื่องในข้าถูกควักออกไปตั้งแต่พวกมันทำให้ข้าเป็นศพตากแห้ง ในท้องข้าเต็มไปด้วยหินทุเรศแทนที่จะเป็นอวัยวะชิ้นสำคัญ” ซึ่งน่ารำคาญมากเลยที่รู้สึกเหมือนมีอะไรบาดในท้องเนี่ย
ยามาโมโตะทำหน้าเหมือนจะเข้าใส่ก่อนจะแปรเปลี่ยนไปเป็นไม่พอใจเล็กน้อย “แล้วทำไมถึงเทมันใส่ท้องผมด้วยละ ผมไม่ใช่ญาติของศัตรูคุณสักหน่อยนา”
“ข้าแค่ต้องการน้ำนิดๆ หน่อยๆ ส่วนหินที่มันลงท้องเจ้าเป็นเพียงแค่ส่วนเกิน มันไหลลงไปเอง” ข้าไม่ผิด
ชายหนุ่มผู้อ่อนวัยมองอดีตมัมมี่ตากแห้งทำหน้าเหมือน ‘หนูไม่รู้’ อย่างไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี ใบหน้าขาวซีดที่ถูกปรกคลุมด้วยเส้นผมสีดำสดยิ่งทำให้ดูน่าครั่นคร้าม เสื้อผ้ากรอบเพราะผ่านช่วงเวลามาหลายทศวรรษก็ยังคงดูดีบนร่างกายดิบเถื่อนนั้น และฝุ่นผงที่ติดมากับโลงหินก็ทำให้ริคาโด้ดู...ซกมกไม่เบา
“พาข้าออกไปจากที่นี่” จู่ๆ ริคาโด้ก็โพล่งขึ้น
“อ๊ะ อะไรนะครับ” ยามาโมโตะสะดุ้งสุดตัวแต่ก็ยังเอ่ยถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจ
มัมมี่หนุ่มทำท่าหงุดหงิดงุ่นง่าน “ข้าต้องการอาบน้ำ” พูดจบก็เหลือบมองยามาโมโตะเหมือนรู้ว่าชายหนุ่มเองก็ต้องการเช่นนั้นเหมือนกัน
“โอ้ แน่นอน เอ่อ...” เหลียวซ้ายแลขวาอย่างหาตัวช่วย ก็อยากจะพาไปอาบน้ำหรอกนะ แต่ที่ไหนล่ะ?
“เร็วสิ” จะยืนโอ้เอ้ทำไม
ยามาโมโตะโคลงศีรษะไปมาพร้อมกับเกาแผลเป็นตรงคางเหมือนต้องการให้มันขยายวงกว้างออกไปอย่างบ้าคลั่ง “ที่ไหนล่ะ ห้องนี้มันไม่มีห้องน้ำนะครับ แล้วผมก็ต้องรายงานว่าคุณคืนชีพ....”
“ไม่” ริคาโด้ตวาดลั่น ใบหน้ากล่ำแดงด้วยความโมโหสุดประมาณ “เจ้าต้องไม่บอกใครเรื่องของข้า”
“ได้ไง สึนะจำเป็นต้องรู้นะครับ เรื่องนี้มัน...” พิลึกพิลั่นจนน่ากลัว (โดยเฉพาะถ้าคุณไล่กัดคอคนในปราสาท)
“ข้าเดาใจเจ้าออกเจ้าหนูน่ารังเกียจ ข้าไม่ใช่ผีดิบดูดเลือด หรือผู้ที่เป็นโรคแวมไพร์ซินโดรมเหมือนเจ้าชายวลาดที่ 3 แห่งโรมาเนียหรอกนะ ข้าไม่ไล่กัดคอใครหรอก...หากแต่ยกเว้นเจ้าไว้สักคนแล้วกัน เพราะข้าคงต้องอาศัยของเหลวในร่างกายเจ้าแน่นอน”
งี้ตูก็ซวยดิ
ยามาโมโตะทำหน้าแตกตื่น ใช่แล้ว เราต้องมีเครื่องบูชายัญ!!
ร่างสูงโปร่งเร่งล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นจิ้มเบอร์เร่งด่วน “รับสิ รับเร็วเข้า....อ๊ะ ฮะ ฮัลโหล”
คราบเลือดเกรอะกรังติดเต็มใบหน้า มุคุโร่ปาดมันออกด้วยความขยะแขยงเต็มกลืน “น่าเบื่อจริงๆ นะครับ เล่นสาดเลือดใส่ผมแบบนี้” ฝ่าเท้ากดกระหน่ำลงบนร่างที่ไม่รู้สึกรู้สากับความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะถูกห้ามจากบุคคลที่มองอยู่เบื้องหลัง
“พอได้แล้วมุคุโร่ พอแล้ว” แรงฉุดเล็กน้อยไม่ได้ช่วยดึงภวังค์ดิบเถื่อนออกจากตัวมุคุโร่ได้เลย ดีโน่ออกแรงกระชากข้อแขนขึ้นอีกจนอีกฝ่ายเริ่มเซ “เขาตายแล้วนะ”
ชายหนุ่มผมสีไพลินเหล่หลังอย่างไม่พอใจ “งี่เง่านะครับ” สะบัดมืออีกฝ่ายทิ้งพร้อมกับดึงขาตัวเองกลับมาจากเนื้อนิ่มหยุ่นที่ฉีกขาดเป็นริ้วๆ จากคมอาวุธของเขา
ไม่น่ารับงานนี่เลย....ถ้ารู้ว่าต้องเดินทางมากับคุณม้าพยศนี่ละก็ ยอมอยู่ช่วยงานยามาโมโตะคุงเสียยังดีกว่า
“นายจะรีบร้อนอะไรนักหนา เพิ่งมาถึงแปปๆ ก็ออกมาทำงานแล้ว” ดีโน่ถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็ไม่อยากอยู่กับคุณนี่ครับ” และมุคุโร่ก็สนองความไม่เข้าใจนั่นอย่างทันควัน “น่าเบื่อ” และเจ็บแสบด้วย
ดีโน่สะบัดหน้าหนี “ก็ตามใจเถอะ” รู้งี้ขอให้สึนะส่งเคียวยะมาให้ซะก็ดีหรอก อย่างน้อยเขาก็ชินกับน้ำคำแสดงความห่างเหินของลูกศิษย์ตัวเองมากกว่าสายหมอกแปลกหน้าหัวประหลาดนี้...
และเหมือนเสียงดังปิ๊บๆ จากกระเป๋าเสื้อของหนุ่มสายหมอกจะช่วยลดบรรยากาศอึดอัด ดีโน่เหลือบมองใบหน้าที่ดูเหมือนจะยินดี(อย่างน้อยก็มากกว่าตอนคุยกับเขา) เมื่อเห็นเบอร์โทรศัพท์ที่ขึ้นบนหน้าจอทึบทึม
หมั่นไส้จริงวุ้ย
“ว่าไงครับยามาโมโตะคุง คิดถึงผม...เฮ้ย เอามือถือผมคืนมานะดีโน่คุง!”
“ไม่!” ตอบอย่างดื้อดึง ชายหนุ่มผมสีสว่างกดตัดสายทิ้งก่อนจะชูเครื่องมือสื่อสารขึ้นเหนือศีรษะก่อนโบกมันไปมาเหมือนเด็กๆ
“เล่นอะไรเหมือนเด็กปัญญาอ่อน เอาคืนมานะครับ” กระแทกเสียงเคืองๆ ใบหน้าหล่อบูดบึ้งยิ่งกว่าแรกเจอ โชคดีที่เขาก็ไม่ได้เตี้ยกว่าดีโน่มากมาย ชายหนุ่มโถมตัวเข้าใส่หมายจะเอามือถือตนเองคืน แต่ผิดพลาดไปนิดหน่อย....
ดีโน่ที่พยายามเขย่งปลายเท้าเพื่อให้สูงกว่ามุคุโร่มากๆ แลกกับการเสียสมดุลร่างกายไป เมื่อถูกร่างโปร่งโถมเข้าใส่มันก็เลย “หวา หยุดก๊อน!!!!” ร่างกายเอนเอียงไม่คงที่ก่อนจะจบลงด้วยการลงไปคลุกฝุ่นรวมทั้งน้ำสีข้นขลั่กบนพื้นสกปรก
“!!!” มุคุโร่เองก็หวาดผวาไม่แพ้กันที่เห็นว่าตนเองกำลังจะตกไปในบ่วงโสโครก เขารีบจับดีโน่ไว้แน่นกลัวอีกฝ่ายเลื่อนตัวออกห่าง ยังไงงานนี้เขาก็ต้องเปื้อนให้น้อยที่สุด!!
“ปล่อยฉัน ไม่นะ หลังช้าน!!” ร่างเพรียวร้องเสียงหลงเมื่อถูกยึดไว้แน่นให้เอาหลังลงกระทบพื้นที่เจิ่งนองด้วยเลือด
จบกัน ซักมากับมือ....
ตูม!!
โป้ก!!!
โอ้ว!!!!
จุกง่ะ
ดีโน่ลืมตาขึ้นอย่างทรมาน น้ำตาคลอหน่วยก่อนจะไหลเป็นทางไปด้านหลัง รวบรวมสมาธิที่กระเจิดกระเจิงก่อนจะผงกศีรษะขึ้นมองชายหนุ่มรุ่นน้องอีกคน
“....” มุคุโร่คว่ำหน้าลงกับหน้าท้องแบนราบ มือที่เกาะเสื้อคลุมอีกฝ่ายแน่นก็ยังคงขยำมันต่อไป แต่จมูกที่จุ่มจมอยู่กลับฟุดฟิดไปมาไล่ล่ากลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มชั้นเลิศกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงหูฉี่
“มุคุโร่นายยังอยู่หรือเปล่า” ถามเสียงค่อยและตะกุกตะกัก ฝ่ามือนุ่มสั่นศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมละเอียดสีน้ำเงินเบาๆ แต่กลับโยกโคลงไปมาแรงๆ เหมือนเจ้าของศีรษะเป็นคนทำและก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
มุคุโร่ถูไถใบหน้ากับเสื้อที่ถูกซักตากจนส่งกลิ่นหอมหวน หอมกว่ายามาโมโตะคุงเสียอีก....
“ฮะฮะ มุคุโร่ ฉันจักกะจี้” หัวเราะเบาๆ ให้ท้องน้อยสะเทือนไหวเล็กน้อย “อะ เฮ้ นายล้วงเสื้อฉันทำไม” เอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนหวาดระแวงเมื่อรู้สึกได้ถึงเรียวนิ้วที่ถกเสื้อเขาขึ้นก่อนจะไล้นิ้ววนรอบสะดื้อ “เฮ้!”
ร่างโปร่งไม่ตอบคำ เขาวนนิ้วเป็นวงกลมรอบสะดื้อของดีโน่ก่อนจะก้มหน้าลง....
ปิ๊บ ปิ๊บ
เหมือนเสียงนาฬิกาปลุก มุคุโร่ทะลึ่งพรวดด้วยความตระหนกที่ไม่แสดงออกทางสีหน้า และก่อนที่ดีโน่จะทันรู้สึกตัวร่างโปร่งก็ลุกยืนเชิดหน้าเสียแล้ว
“ขอมือถือผมคืนละครับ” ก้มลงเก็บมือถือจากมือนุ่มที่กำมันไว้แน่น “แล้วก็ลุกขึ้นสักทีเถอะครับ หรืออยากจะนอนเป็นศพก็ได้ผมจะอนุเคราะห์ให้” พูดเสียงเข้มพลางยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งตั้งใจจะกระทืบอีกฝ่ายให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
“เฮ้ย!!” ฉันไม่ได้อยากตายนะ!! เจ้าของเรือนผมสีทองไสวไถลตัวไปด้านล่างให้ห่างจากแนวกระทืบจนหลังร้อนเป็นแถบ “นายไอ้บ้า นายมันบ้าไปแล้วแน่ๆ”
เออ ใช่ ผมต้องบ้าชัวร์ๆ ถึงคิดว่าคุณหอมน่ากิน!!
มุคุโร่ตีหน้าหงุดหงิดเสียเต็มประดา “หุบปากได้แล้วครับ ผมจะโทรศัพท์”
“เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากให้ข้ารอ” ริคาโด้เอ่ยถามพร้อมกับมองเด็กหนุ่มผมดำไม่วางตา
ยามาโมโตะเองก็จ้องมองริคาโด้ด้วยความไม่แน่ใจเช่นกัน “ผมไม่รู้ว่าควรจัดการกับเรื่องนี้ยังไงดี สึนะก็ไม่อยู่ ผู้พิทักษ์ส่วนใหญ่ก็ไปทำธุระกันหมด” ยกเว้นโกคุเทระที่หมกแรมโบ้ไว้ในห้องอะนะ
ริคาโด้ก้มเก็บเศษทับทิมที่ตกอยู่ไกลๆ ก่อนจะดีดมันใส่มือถืออย่างแรงจนมันกระเด็นตกจากมือเรียวของชายหนุ่ม ไม่สนใจเสียงอุทานด้วยความตกใจและน้ำเสียงแสดงความเสียดายอย่างยิ่งของยามาโมโตะ เขาเยาะยิ้มเย็นเยียบเหมือนกับน้ำแข็งกลางมหาสมุทรแอนตาร์กติก
“ถึงเจ้าจะใช้กล่องสี่เหลี่ยมนั่นไปขอคำแนะนำจากคนอื่นมันก็เท่านั้นแหละ ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าข้าไม่ต้องการให้ใครรู้ ข้าจะหาคำตอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าใครปลุกข้าขึ้นมาราวกับข้าเป็นของเล่นแก้เบื่อ และคนที่จะต้องช่วยข้าก็ต้องมีเพียงเจ้าเท่านั้น ยามาโมโตะ ทาเคชิ” พูดด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง
ชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่าหลายทศวรรษก้มมองมือถืออย่างอึ้งๆ ก่อนจะเงยหน้าประสานสายตาริคาโด้ด้วยความมึนงง
แบบนี้มันเผด็จการนี่หว่า
.
.
.
.
....TBC >>>>แม่จ๋า ในที่สุดก็แต่งตอนที่ 2 เสร็จซะทีอะ ((TwT))b รอกันนานไหมคะ (รึไม่ได้รอ โฮๆๆ)
>>>>เกร็ดความรู้จ้า รู้ไหมว่า หลวงพ่อริคาร์โด มีตัวตนจริงนะเออ!!! ในช่วงแรกในการสร้าง สุสานใต้ดินคาปูชินแห่งพาเลอร์โมนั้นต้องการเป็นที่เก็บศพของพระเท่านั้น เวลาผ่านไปเป็นร้อยๆปี จนกระทั้งในปี 1871 หลวงพ่อริคาร์โด เป็นพระ รูปสุดท้ายที่ถูกนำศพมาเก็บไว้ที่สุสานแห่งนี้ แต่คนชั้นสูงหรือผู้ร่ำรวยที่จะต้องการรักษาศพของตน ไว้ในสุสานแห่งนี้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ทางวัดเป็นรายปีเพื่อการฝังศพไว้ในสุสานนี้ เรื่อยๆมาจนกระทั้งศพสุดท้ายที่นำเข้ามเก็บทีนี้ในช่วงปี 1920 ซึ่งเวลานั้นรวมทั้งหมดมีศพฝังอยู่กว่า 8,000 ศพ และหนึ่งในศพท้ายที่นำเข้าฝังไว้ที่สุสานนี้ คือศพของ Rosalia Lombardo และเธอถือเป็น จุดดึงดูด นักท่องเที่ยว ที่สำคัญที่สุดสำหรับ สุสานใต้ดินคาปูชิน แห่งพาเลอร์โม
ไว้เจอกันใหม่กับ 'Mummy' นะจ๊ะ
(ยังไม่ได้แต่งต่อเลยเว้ยเฮ้ย วะฮ่าฮ่า)






ยามาโมจจี้น่ารักอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ ปกติแล้วคุวาริจะแอบหมั่นไส้มัน แต่เรื่องนี้ท่านไอเวนทำให้คุวาริรักเจ้ายามาโมจเอ๋อขาดใจ อะไรมันจะซื่อได้น่ากดอย่างเน้~~
แล้วก็เรื่องนี้น่ะ 69D เหรอคะ!!?? กรี๊ดๆๆ สุดยอดค่า!!
โอยย คุวาริไม่ไหวแล้วค่ะ ชอบเรื่องนี้อย่างมากมาย ยังไงก็จะรอ ร๊อ รอ ท่านไอเวนนะคะ
ขอบคุณกับเรื่องน่ากรี๊ดมากๆค่า!
#1 By kuwa[R]i... on 2009-10-19 15:30